ทีมที่ปรึกษาชี้ช่องทำธุรกิจปี 60 ให้รุ่ง

ที่ปรึกษาธุรกิจ ชี้ช่องทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ทำธุรกิจปี 2560 ต้องเร่งปรับตัวรับสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป แนะคิดใหม่และมีความชัดเจนในเป้าหมาย พร้อมเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ ที่จะทำให้สูญเสียบุคลากร เตือนผู้ประกอบการเร่งปรับตัวในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเวลา พร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทางการแพทย์

ปัจจุบันระบบนิเวศน์ในการทำธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยมีปัจจัยผลักดันหลักมาจากเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่มีความทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปในทุก ๆ ด้าน ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีจึงต้องปรับตัวตามให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นของบรรดาที่ปรึกษาธุรกิจในด้านต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ตรงจากการทำงานจริง ที่ได้มีโอกาสคลุกคลีกับปัญหาของผู้ประกอบการ

ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ และนายกสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่าปัจจุบันภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของ SMEs ในประเทศ เพราะ SMEs ถือเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจ และเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนวิสาหกิจไทย ในปีที่ผ่านมาหลักสูตรฯ ได้สร้างที่ปรึกษาคุณภาพสู่ตลาดเพื่อรองรับงานจากภาครัฐและเอกชนมาแล้ว 8 รุ่น เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา และเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ ของ SMEs ในปัจจุบัน อาทิ การส่งเสริมด้านตลาด สถาบันการเงิน เทคโนโลยีการผลิต การเข้าถึงหน่วยงานภาครัฐ การตัดต้นทุนและเพิ่มกำไร เพื่อสร้างมาตรฐานก่อนก้าวสู่การแข่งขันในเวทีระดับโลกสำหรับในปี 60 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ต้องเร่งปรับตัวรับสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป แนะคิดใหม่และมีความชัดเจนในเป้าหมาย พร้อมเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ ที่จะทำให้สูญเสียบุคลากร ซึ่งผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเวลา พร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ปัจจุบันระบบนิเวศน์ในการทำธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยมีปัจจัยผลักดันหลักมาจากเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่มีความทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไปในทุกๆ ด้าน ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีจึงต้องปรับตัวตามให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งบรรดาที่ปรึกษาธุรกิจในด้านต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ตรงจากการทำงานจริง ได้ฝากความคิดเห็นที่สร้างโอกาสในการแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการไว้ดังนี้

นายสมชาย กาญจนหฤทัย ที่ปรึกษาอิสระด้านการปรับโครงสร้างองค์กร ให้คำแนะนำว่า ปัญหาหลักของผู้ประกอบเอสเอ็มอีไทย คือ มีความคิดอยู่กับที่และมีวิธีคิดไม่ชัดเจน แม้จะทำธุรกิจมายาวนานหลายสิบปี แต่ก็ไม่สามารถก้าวข้ามวิธีคิดแบบเดิมๆ ที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของการทำธุรกิจในปัจจุบัน จากประสบการณ์พบว่าต้นเหตุหลักของปัญหาอยู่ที่เจ้าของกิจการและผู้ปฏิบัติงาน มักจะมีวิธีคิดและมุมมองที่ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากการสื่อสารที่ทำให้เกิดช่องว่าง และการบริหารงานที่ล้าสมัยปัญหาเหล่านี้ ที่ปรึกษาธุรกิจสามารถเข้าไปช่วยได้เพื่อทำให้ทุกฝ่ายในองค์กรมีวิธีคิดและเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งหากเจ้าของกิจการสามารถเปลี่ยนวิธีคิดได้ คนที่เป็นลูกน้องก็จะต้องปรับตัวตาม ทั้งนี้การปรับตัวของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ต้องเริ่มจากการดูตัวเองว่ามีเป้าหมายอย่างไร และต้องทันเหตุการณ์ ที่ สำคัญคือไม่เสพข่าวสารมากเกินไปจนทำให้เกิดความวิตกกังวล หากเจ้าของธุรกิจเข้าใจความต้องการของตัวเองแล้ว ก็เป็นเรื่องง่ายที่ที่ปรึกษาธุรกิจจะเข้าไปให้คำแนะนำต่าง ๆ เพื่อการปรับโครงสร้างองค์กรให้สามารถรองรับการแข่งขันทางธุรกิจในปี 2560 นี้

นางสาวกนกพร วิเศษศิริ ที่ปรึกษาธุรกิจและการฝึกอบรม และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Triple C smart solutions ให้ข้อคิดว่า “เราควรตกปลาในที่ที่มีปลา และควรรู้ว่าปลาแบบไหนจะกินเหยื่อแบบใด” ประโยคนี้ น่าจะเป็นคำจำกัดความ อธิบายให้เข้าใจได้ง่าย สู่การปรับตัวของเอสเอ็มอี เพื่อเข้าถึงลูกค้า ในยุคการตลาด 4.0 ที่โลกการตลาดปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตามสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม
จากยุคการตลาด 1.0 ที่ผู้ผลิต ก็แค่ผลิตสินค้าตามความต้องการขั้นพื้นฐาน สินค้าที่มี ถูกสร้างขึ้นมาใช้งานตามความจำเป็น ผู้บริโภคมีตัวเลือกน้อย การเปรียบเทียบแทบจะไม่มีสู่การตลาด 2.0 ที่เน้นการสร้างความแตกต่างและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า เน้นคุณค่าและอารมณ์ มุ่งเน้นที่จะสร้างความสัมพันธ์ และประสบการณ์ร่วมที่ดีกับลูกค้า ยุคนี้สินค้าเริ่มมีหลากหลาย การแข่งขันมากขึ้น ผู้บริโภคเรียนรู้มากขึ้น เรียกร้องมากขึ้น เริ่มมีการเปรียบเทียบแบรนด์ ในการตัดสินใจซื้อ

การตลาด 3.0 ก้าวสู่โลกดิจิตอล หรือ โลก Social Network ที่ผู้บริโภคเข้าสู่สังคมออนไลน์ เริ่มค้นหาสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง การตัดสินใจของผู้ซื้อซับซ้อนมากขึ้น มีการเปรียบเทียบมากขึ้น การแข่งขันมากขึ้น การตลาดที่เพียงสร้างความแตกต่าง และความเชื่อถือในแบรนด์ กลับไม่สามารถตอบโจทย์การตลาดที่ยั่งยืนในระยะยาวได้ Marketing 3.0 เป็นการตลาดที่ต้องขับเคลื่อนด้วย Digital Marketing & Social Marketing กระจายได้เร็วแต่ก็ฉาบฉวย เกิดง่าย ดับไว ไม่ครอบคลุมจึงเริ่มต่อยอดมาถึงการตลาด 4.0 ที่มุ่งเน้น การเข้าใจผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม และนำทุกเครื่องมือการตลาดมาเชื่อมโยงทั้ง Online และOffline เข้าด้วยกัน พร้อมด้วยการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าในระบบ Marketing System ที่เป็นอัตโนมัติ หรือเขียนเป็น Flow ไว้เพื่อให้มีข้อมูลลูกค้าในทุกมิติ เพื่อที่จะโยงไปถึงการสร้าง CRM ในการ

นางสาววิรดา เลิศมหัทธโน ที่ปรึกษาด้านการเพิ่มศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (People Performance Consultant) และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนวันแมนโชว์ จำกัด ให้มุมมองด้านการบริหารงานบุคคลไว้ดังนี้ ผู้ประกอบการจะต้องมีฝ่าย HR ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง Aging Society หรือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ที่จะส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องประสบกับภาวะสูญเสียบุคลากรในรุ่นบุกเบิกที่ร่วมสร้างธุรกิจขึ้นมา เมื่อองค์กรต้องเสียทรัพยากรบุคคลจากการเกษียณอายุ ก็จำเป็นต้องมีการสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมามารับช่วงต่อ ซึ่งต้องใช้เวลามาก ทางออกที่ดีของปัญหานี้คือ จะต้องมีการยืดการเกษียณอายุออกไป แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาไปตามความรู้ความสามารถ และความเหมาะสมของบุคคลากรแต่ละคนด้วย

ในขณะเดียวกันฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรเอง จะต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนทำงานในยุคปัจจุบัน (Gen-Y) ที่จะเข้ามามาทดแทนในองค์กร เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมในการใช้เทคโนโลยี สามารถทำงานหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เป็นคนมีความคาดหวังในการทำงานสูง ต้องการรวยเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่ Digital Workplace และ Internet of thing ได้เข้ามามีบทบาทในองค์กรค่อนข้างมาก ลูกจ้างสามารถทำงานออนไลน์ที่ไหนก็ได้ ด้วยการนำ Mobile Technology เข้ามาใช้ องค์กรจึงต้องปรับตัว