สวทช. จับมือ สกว. ดัน SMEs

สวทช. จับมือ สกว. เดินหน้าโครงการ “การสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2” เพื่อร่วมกันสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงและนำนวัตกรรมไปใช้ในการแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาผลิตภัณฑ์จน สามารถผลักดันสินค้าไปสู่การจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จริง ด้วยการทำงานร่วมกันผ่านโปรแกรม ITAP สวทช. และชุดโครงการ Innovative house สกว. หลังระยะที่ 1 สนับสนุน SMEs ด้านอาหาร เครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมอื่นทั่วประเทศแล้ว กว่า 100 โครงการ จาก 76 บริษัท พร้อมตั้งเป้าระยะที่ 2 หนุน SMEs เพิ่มอีก 110 โครงการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้พัฒนาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “สวทช. โดยโปรแกรม ITAP ดำเนินการมาตั้งแต่ปี2536 ให้การสนับสนุนSME ไปแล้วไม่น้อยกว่า 7,000 ราย โดย ITAP สรรหาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงกับโจทย์ความต้องการของ SME แต่ละราย มาช่วยในการทำโครงการวิจัยและพัฒนาให้ SME เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรม ปัจจุบัน ITAP มีผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมดำเนินงานอยู่ไม่น้อยกว่า 1,300 ราย แต่ยังไม่เพียงพอต่อการให้ความช่วยเหลือ SME ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่ยังขาดทรัพยากรด้านต่างๆ สำหรับการวิจัยและพัฒนาทั้งด้านการเงินและบุคลากรซึ่งความร่วมมือกับสกว. ที่ได้ดำเนินโครงการร่วมกันในปี2559 หรือระยะที่ 1 ต่อเนื่องมาจนครั้งนี้ในระยะที่ 2 (2560-2562) เพื่อผลักดันการสร้างนวัตกรรมที่เป็นผลิตภัณฑ์สามารถขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ และมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นSME ด้านอาหาร เกษตรแปรรูปอุตสาหกรรมเครื่องสำอางทั่วประเทศโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพิ่มศักยภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ สวทช. จะร่วมสนับสนุนงบประมาณการวิจัยและบริหารจัดการทุนวิจัยรวมทั้งผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนให้ SME เติบโตบนเศรษฐกิจฐานความรู้เป็นแกนหลักของประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางต่อไป”

ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ รองผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า “สกว.ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอาหาร เพราะประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญของโลก ซึ่งผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สกว.จึงร่วมกับ สวทช. สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจผ่านกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับการจัดการด้านธุรกิจ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถแข่งขันได้ รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถของนักวิจัยให้สามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างมีคุณภาพ ผลการดำเนินงานในระยะที่ 1 ได้รับการตอบรับที่ดี เกิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านอาหารและเครื่องสำอางกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ หลายผลิตภัณฑ์อยู่ระหว่างการทดสอบตลาด และบางผลิตภัณฑ์เริ่มจะผลิตจริงแล้ว สำหรับความร่วมมือในระยะที่ 2 สกว.จะร่วมสนับสนุนงบประมาณการวิจัยและบริหารจัดการทุนวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จากการส่งเสริมกิจกรรมปลายน้ำ เช่น การอบรมให้ความรู้ทางการตลาด การนำผลิตภัณฑ์ไปจัดแสดงทั้งในและต่างประเทศเพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย สกว.หวังว่าโครงการนี้จะทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นๆ เห็นความสำคัญและเกิดการลงทุนทำวิจัย เป็นตัวอย่างในการผลักดันให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ และยังเป็นการส่งเสริมภาคเกษตรด้วยการนำวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศไปสู่ระดับมหภาคได้อย่างแท้จริง”

ด้าน ดร.ณัฐกา สิงหวิลัย ผู้อำนวยการโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. กล่าวเสริมว่า “สวทช. และ สกว. ร่วมกันสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพSME กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ผ่านกลไกการทำงานของโปรแกรมITAP สวทช. และชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative house ฝ่ายอุตสาหกรรม ของ สกว. ในการจัดสรรทุนวิจัยให้แก่นักวิจัย คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน ผลดำเนินงานระยะที่ 1 ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีโครงการวิจัยทั้งสิ้น 100 โครงการ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 76 บริษัท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อม (S) 57 บริษัท และขนาดกลาง (M) 19 บริษัท โดยได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร 88 โครงการ และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง 12
โครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาวิจัยในช่วงต้นน้ำ 7 โครงการ กลางน้ำ 81 โครงการ และปลายน้ำ 12 โครงการ โดยในระยะที่ 2 นี้ได้จัดสรรงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 110 โครงการ ซึ่งทั้งสององค์กรจะร่วมกันบริหารจัดการงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เพื่อผลักดันงานวิจัยที่เกิดขึ้นให้สามารถขายได้จริงช่วยยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถของSME นับเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้พัฒนาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”

ขณะที่ รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. กล่าวเสริมว่า “โครงการนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างการทำวิจัยภายใต้แนวคิด “วิจัย
ได้…ขายจริง”ของ สกว. ที่โจทย์วิจัยต้องมาจากผู้ประกอบการ จากนั้น สกว. จะจับคู่นักวิจัยในมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญมาทำวิจัยตามโจทย์ที่กำหนดสินค้านวัตกรรมส่วนใหญ่ยังไม่สวยงาม ไม่ดึงดูดผู้บริโภค โครงการนี้จึงเสริมด้วยการวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลทางการตลาดและออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถขายได้ นอกจากนี้ สกว. ยังอนุญาตให้ใช้ตราสินค้า Innovative House ที่ สกว. จดทะเบียนไว้เพื่อรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการวิจัยบนบรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผลการวิจัยรองรับ”

ตัวอย่างผลงานวิจัยจากโครงการในระยะที่ 1 ที่พร้อมออกสู่เชิงพาณิชย์แล้วเช่นผลิตภัณฑ์เยลลี่ Mello Belloโดยบริษัท ภัทชนิก จำกัด ได้ต่อยอดผลไม้ที่มีอยู่แล้วเป็นเยลลี่บรรจุน้ำผลไม้สำเร็จรูป เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าจากผลไม้สดสูง มีใยอาหาร เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีเวลาน้อย/ ผลิตภัณฑ์สบู่ฟิล์มถั่งเช่าผสมสารสกัดเมล็ดลำไยและขมิ้นชันโดยบริษัท นาวิสพลัส จำกัด ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่ฟิล์มจากถั่งเช่าสีทองและมีส่วนผสมจากธรรมชาติ คือ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น น้ำผึ้ง สารสกัดเมล็ดลำไยและขมิ้นชัน ผลิตภัณฑ์รูปแผ่นฟิล์มที่พกพาสะดวก ใช้งานง่าย /ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักชนิดแคปซูลจากสมุนไพร STAY โดยบริษัท เฟอร์ฟู แปซิฟิก จำกัด ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับลดน้ำหนักที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากสมุนไพร 4 สูตรที่แตกต่างกันมีประสิทธิภาพและปลอดภัย/ผลิตภัณฑ์มะพร้าวอ่อนแช่เยือกแข็งทั้งลูกพร้อมน้ำมะพร้าว โดยบริษัท ห้องเย็นเอเซีย จำกัด ได้พัฒนามะพร้าวน้ำหอมแช่เยือกแข็งทั้งลูกพร้อมรับประทาน เหมาะเป็นของฝากหรือสินค้าในระดับพรีเมี่ยมขายยังต่างประเทศและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำมะนาวพาสเจอร์ไรส์โดยบริษัท พีพี ออย แอนด์ ฟู้ดส์ จำกัดได้พัฒนาเครื่องดื่มน้ำมะนาวพาสเจอร์ไรส์ ให้มีกลิ่น รสชาติและลักษณะปรากฎใกล้เคียงน้ำมะนาวสด โดยไม่เติมสารให้ความขุ่นเก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง